วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

การคอมไพล์และรันโปรแกรม

การคอมไพล์และรันโปรแกรม
              โปรแกรมที่เขียนขึ้นโดยใช้ภาษาโปรแกรมต่างๆ นั้น เรียกว่า  รหัสต้นฉบับ (source code) ซึ่งอยู่ในรูปของข้อความตามหลักการเขียนโปรแกรมของภาษาโปรแกรมที่สามารถอ่าน และทำความเข้าใจได้
โดยมนุษย์เท่านั้น  ดังนั้นเพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจโปรแกรมและปฏิบัติ   จึงต้องนำรหัสต้นฉบับมาผ่านกระบวนการแปลงให้อยู่ในรูปของ อ็อบเจกต์โค้ด  ที่ประกอบด้วยรหัสตัวเลข 0 และ 1 ก่อน เราเรียกกระบวนการแปลงดังกล่าวว่า การคอมไพล์โปรแกรม
               ดังนั้น  โปรแกรมจะต้องถูกคอมไพล์ด้วยคอมไพเลอร์ภาษาซี ( C compiler) เพื่อให้ได้
อ็อบเจกต์โค้ดก่อนจึงจะสามารถรันได้  นอกจากคอมไพล์  และรันโปรแกรมยังมีกระบวนการอื่นที่เกี่ยวข้อง
ก่อนที่คอมไพเลอร์ภาษาซีจะแปลงรหัสต้นฉบับให้อยู่ในอ็อบเจกต์โค้ด  ตัวประมวลผลก่อนซี(C preprocessor) จะถูกรันโดยอัตโนมัติ ในขั้นตอนนี้จะมีการดำเนินการต่างๆตามคำสั่งของตัวประมวลผลก่อนซี เช่น การอ่านแฟ้มส่วนหัว (header files) ต่างๆ เพื่อให้ถูกประมวลผลร่วมกับโปรแกรม เมื่อมีการใช้คำสั่ง  #include  หรือการแทนที่ข้อความด้วยค่าที่กำหนดให้เมื่อมีการใช้คำสั่ง #define เป็นต้น
               หลังจากโปรแกรมถูกคอมไพล์  อ็อบเจกต์โค้ดจะถูกเชื่อมโยงโดยโปรแกรมเชื่อมโยง (linker) เข้ากับส่วนของรหัสคำสั่ง (code) ที่อ้างอิงโดยโปรแกรม แต่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม เช่น ไลบรารีมาตรฐาน (standard library) ต่างๆ เป็นต้น เพื่อให้อ็อบเจกต์โค้ดมีความสมบูรณ์ เกิดเป็นโปรแกรมที่สามารถรันได้ (executable program)
               ในขั้นตอนสุดท้าย  โปรแกรมที่สามารถรันได้จะถูกนำเข้าสู่หน่ายความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์โดยโปรแกรมบรรจุ (loader) จากนั้นการรันโปรแกรมจึงเริ่มต้นขึ้น ซึ่งผลที่ได้จากการรันโปรแกรมขึ้นอยู่กับคำสั่งในโปรแกรมที่ปรากฏอยู่ในรหัสต้นฉบับที่เขียนโปรแกรมนั่นเอง

โครงสร้างพื้นฐานของภาษา C

โครงสร้างพื้นฐานของภาษา C

           ภาษาซีเป็นภาษาเขียนโปรแกรมระบบเชิงคำสั่ง (หรือเชิงกระบวนงาน) ถูกออกแบบขึ้นเพื่อใช้แปลด้วยตัวแปลโปรแกรมแบบการเชื่อมโยงที่ตรงไปตรงมา สามารถเข้าถึงหน่วยความจำในระดับล่าง เพื่อสร้างภาษาที่จับคู่อย่างมีประสิทธิภาพกับชุดคำสั่งเครื่อง และแทบไม่ต้องการสนับสนุนใด ๆ ขณะทำงาน ภาษาซีจึงเป็นประโยชน์สำหรับหลายโปรแกรมที่ก่อนหน้านี้เคยเขียนในภาษาแอสเซมบลีมาก่อน
            หากไม่คำนึงถึงความสามารถในระดับล่าง ภาษานี้ถูกออกแบบขึ้นเพื่อส่งเสริมการเขียนโปรแกรมที่ไม่ขึ้นอยู่กับเครื่องใดเครื่องหนึ่ง (machine-independent)โปรแกรมภาษาซีที่เขียนขึ้นตามมาตรฐานและเคลื่อนย้ายได้ สามารถแปลได้บนแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์และระบบปฏิบัติการต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง โดยแก้ไขรหัสต้นฉบับเพียงเล็กน้อยหรือไม่ต้องแก้ไขเลย ภาษานี้สามารถใช้ได้บนแพลตฟอร์มได้หลากหลายตั้งแต่ไมโครคอนโทรลเลอร์ฝังตัวไปจนถึงซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 

            โปรแกรมในภาษาซีทุกโปรแกรมจะประกอบด้วยฟังก์ชันอย่างน้อย หนึ่งฟังก์ชัน คือ ฟังก์ชัน main โดยโปรแกรมภาษาซีจะเริ่มทำงานที่ฟังก์ชัน main ก่อน ในแต่ละฟังก์ชันจะประกอบด้วย 
1. Function Heading
       ประกอบด้วยชื่อฟังก์ชัน และอาจมีรายการของ argument (บางคนเรียก parameter) อยู่ในวงเล็บ
2. Variable Declaration
        ส่วนประกาศตัวแปร สำหรับภาษาซี ตัวแปรหรือค่าคงที่ทุกตัว ที่ใช้ในโปรแกรมจะต้องมีการประกาศก่อนว่าจะใช้งานอย่างไร จะเก็บค่าในรูปแบบใดเช่น interger หรือ  real number
3. Compound Statements
        ส่วนของประโยคคำสั่งต่างๆ ซึ่งแบ่งเป็นประโยคเชิงซ้อน (compound statement) กับ ประโยคนิพจน์ (expression statment) โดยประโยคเชิงซ้อนจะอยู่ภายในวงเล็บปีกกาคู่หนึ่ง { และ } โดยในหนึ่งประโยคเชิงซ้อน จะมีประโยคนิพจน์ที่แยกจากกันด้วยเครื่องหมาย semicolon (;) หลายๆ ประโยครวมกัน และ อาจมีวงเล็บปีกกาใส่ประโยคเชิงซ้อนย่อยเข้าไปอีกได้ 


โครงสร้างพื้นฐานขอโครงสร้างพื้นฐานของภาษา C

โครงสร้างพื้นฐานขอโครงสร้างพื้นฐานของภาษา C

           ภาษาซีเป็นภาษาเขียนโปรแกรมระบบเชิงคำสั่ง (หรือเชิงกระบวนงาน) ถูกออกแบบขึ้นเพื่อใช้แปลด้วยตัวแปลโปรแกรมแบบการเชื่อมโยงที่ตรงไปตรงมา สามารถเข้าถึงหน่วยความจำในระดับล่าง เพื่อสร้างภาษาที่จับคู่อย่างมีประสิทธิภาพกับชุดคำสั่งเครื่อง และแทบไม่ต้องการสนับสนุนใด ๆ ขณะทำงาน ภาษาซีจึงเป็นประโยชน์สำหรับหลายโปรแกรมที่ก่อนหน้านี้เคยเขียนในภาษาแอสเซมบลีมาก่อน
            หากไม่คำนึงถึงความสามารถในระดับล่าง ภาษานี้ถูกออกแบบขึ้นเพื่อส่งเสริมการเขียนโปรแกรมที่ไม่ขึ้นอยู่กับเครื่องใดเครื่องหนึ่ง (machine-independent)โปรแกรมภาษาซีที่เขียนขึ้นตามมาตรฐานและเคลื่อนย้ายได้ สามารถแปลได้บนแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์และระบบปฏิบัติการต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง โดยแก้ไขรหัสต้นฉบับเพียงเล็กน้อยหรือไม่ต้องแก้ไขเลย ภาษานี้สามารถใช้ได้บนแพลตฟอร์มได้หลากหลายตั้งแต่ไมโครคอนโทรลเลอร์ฝังตัวไปจนถึงซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 

            โปรแกรมในภาษาซีทุกโปรแกรมจะประกอบด้วยฟังก์ชันอย่างน้อย หนึ่งฟังก์ชัน คือ ฟังก์ชัน main โดยโปรแกรมภาษาซีจะเริ่มทำงานที่ฟังก์ชัน main ก่อน ในแต่ละฟังก์ชันจะประกอบด้วย 
1. Function Heading
       ประกอบด้วยชื่อฟังก์ชัน และอาจมีรายการของ argument (บางคนเรียก parameter) อยู่ในวงเล็บ
2. Variable Declaration
        ส่วนประกาศตัวแปร สำหรับภาษาซี ตัวแปรหรือค่าคงที่ทุกตัว ที่ใช้ในโปรแกรมจะต้องมีการประกาศก่อนว่าจะใช้งานอย่างไร จะเก็บค่าในรูปแบบใดเช่น interger หรือ  real number
3. Compound Statements
        ส่วนของประโยคคำสั่งต่างๆ ซึ่งแบ่งเป็นประโยคเชิงซ้อน (compound statement) กับ ประโยคนิพจน์ (expression statment) โดยประโยคเชิงซ้อนจะอยู่ภายในวงเล็บปีกกาคู่หนึ่ง { และ } โดยในหนึ่งประโยคเชิงซ้อน จะมีประโยคนิพจน์ที่แยกจากกันด้วยเครื่องหมาย semicolon (;) หลายๆ ประโยครวมกัน และ อาจมีวงเล็บปีกกาใส่ประโยคเชิงซ้อนย่อยเข้าไปอีกได้ 


โครงสร้างพื้นฐานขอโครงสร้างพื้นฐานของภาษา C

โครงสร้างพื้นฐานขอโครงสร้างพื้นฐานของภาษา C

           ภาษาซีเป็นภาษาเขียนโปรแกรมระบบเชิงคำสั่ง (หรือเชิงกระบวนงาน) ถูกออกแบบขึ้นเพื่อใช้แปลด้วยตัวแปลโปรแกรมแบบการเชื่อมโยงที่ตรงไปตรงมา สามารถเข้าถึงหน่วยความจำในระดับล่าง เพื่อสร้างภาษาที่จับคู่อย่างมีประสิทธิภาพกับชุดคำสั่งเครื่อง และแทบไม่ต้องการสนับสนุนใด ๆ ขณะทำงาน ภาษาซีจึงเป็นประโยชน์สำหรับหลายโปรแกรมที่ก่อนหน้านี้เคยเขียนในภาษาแอสเซมบลีมาก่อน
            หากไม่คำนึงถึงความสามารถในระดับล่าง ภาษานี้ถูกออกแบบขึ้นเพื่อส่งเสริมการเขียนโปรแกรมที่ไม่ขึ้นอยู่กับเครื่องใดเครื่องหนึ่ง (machine-independent)โปรแกรมภาษาซีที่เขียนขึ้นตามมาตรฐานและเคลื่อนย้ายได้ สามารถแปลได้บนแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์และระบบปฏิบัติการต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง โดยแก้ไขรหัสต้นฉบับเพียงเล็กน้อยหรือไม่ต้องแก้ไขเลย ภาษานี้สามารถใช้ได้บนแพลตฟอร์มได้หลากหลายตั้งแต่ไมโครคอนโทรลเลอร์ฝังตัวไปจนถึงซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 

            โปรแกรมในภาษาซีทุกโปรแกรมจะประกอบด้วยฟังก์ชันอย่างน้อย หนึ่งฟังก์ชัน คือ ฟังก์ชัน main โดยโปรแกรมภาษาซีจะเริ่มทำงานที่ฟังก์ชัน main ก่อน ในแต่ละฟังก์ชันจะประกอบด้วย 
1. Function Heading
       ประกอบด้วยชื่อฟังก์ชัน และอาจมีรายการของ argument (บางคนเรียก parameter) อยู่ในวงเล็บ
2. Variable Declaration
        ส่วนประกาศตัวแปร สำหรับภาษาซี ตัวแปรหรือค่าคงที่ทุกตัว ที่ใช้ในโปรแกรมจะต้องมีการประกาศก่อนว่าจะใช้งานอย่างไร จะเก็บค่าในรูปแบบใดเช่น interger หรือ  real number
3. Compound Statements
        ส่วนของประโยคคำสั่งต่างๆ ซึ่งแบ่งเป็นประโยคเชิงซ้อน (compound statement) กับ ประโยคนิพจน์ (expression statment) โดยประโยคเชิงซ้อนจะอยู่ภายในวงเล็บปีกกาคู่หนึ่ง { และ } โดยในหนึ่งประโยคเชิงซ้อน จะมีประโยคนิพจน์ที่แยกจากกันด้วยเครื่องหมาย semicolon (;) หลายๆ ประโยครวมกัน และ อาจมีวงเล็บปีกกาใส่ประโยคเชิงซ้อนย่อยเข้าไปอีกได้ 


โครงสร้างพื้นฐานขอโครงสร้างพื้นฐานของภาษา C

           ภาษาซีเป็นภาษาเขียนโปรแกรมระบบเชิงคำสั่ง (หรือเชิงกระบวนงาน) ถูกออกแบบขึ้นเพื่อใช้แปลด้วยตัวแปลโปรแกรมแบบการเชื่อมโยงที่ตรงไปตรงมา สามารถเข้าถึงหน่วยความจำในระดับล่าง เพื่อสร้างภาษาที่จับคู่อย่างมีประสิทธิภาพกับชุดคำสั่งเครื่อง และแทบไม่ต้องการสนับสนุนใด ๆ ขณะทำงาน ภาษาซีจึงเป็นประโยชน์สำหรับหลายโปรแกรมที่ก่อนหน้านี้เคยเขียนในภาษาแอสเซมบลีมาก่อน
            หากไม่คำนึงถึงความสามารถในระดับล่าง ภาษานี้ถูกออกแบบขึ้นเพื่อส่งเสริมการเขียนโปรแกรมที่ไม่ขึ้นอยู่กับเครื่องใดเครื่องหนึ่ง (machine-independent)โปรแกรมภาษาซีที่เขียนขึ้นตามมาตรฐานและเคลื่อนย้ายได้ สามารถแปลได้บนแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์และระบบปฏิบัติการต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง โดยแก้ไขรหัสต้นฉบับเพียงเล็กน้อยหรือไม่ต้องแก้ไขเลย ภาษานี้สามารถใช้ได้บนแพลตฟอร์มได้หลากหลายตั้งแต่ไมโครคอนโทรลเลอร์ฝังตัวไปจนถึงซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 

            โปรแกรมในภาษาซีทุกโปรแกรมจะประกอบด้วยฟังก์ชันอย่างน้อย หนึ่งฟังก์ชัน คือ ฟังก์ชัน main โดยโปรแกรมภาษาซีจะเริ่มทำงานที่ฟังก์ชัน main ก่อน ในแต่ละฟังก์ชันจะประกอบด้วย 
1. Function Heading
       ประกอบด้วยชื่อฟังก์ชัน และอาจมีรายการของ argument (บางคนเรียก parameter) อยู่ในวงเล็บ
2. Variable Declaration
        ส่วนประกาศตัวแปร สำหรับภาษาซี ตัวแปรหรือค่าคงที่ทุกตัว ที่ใช้ในโปรแกรมจะต้องมีการประกาศก่อนว่าจะใช้งานอย่างไร จะเก็บค่าในรูปแบบใดเช่น interger หรือ  real number
3. Compound Statements
        ส่วนของประโยคคำสั่งต่างๆ ซึ่งแบ่งเป็นประโยคเชิงซ้อน (compound statement) กับ ประโยคนิพจน์ (expression statment) โดยประโยคเชิงซ้อนจะอยู่ภายในวงเล็บปีกกาคู่หนึ่ง { และ } โดยในหนึ่งประโยคเชิงซ้อน จะมีประโยคนิพจน์ที่แยกจากกันด้วยเครื่องหมาย semicolon (;) หลายๆ ประโยครวมกัน และ อาจมีวงเล็บปีกกาใส่ประโยคเชิงซ้อนย่อยเข้าไปอีกได้ 


ฝึกพื้นฐานภาษาซี (C) 04 : อาเรย์ (Array)

ฝึกพื้นฐานภาษาซี (C) 04 : อาเรย์ (Array)

ฝึกพื้นฐานภาษาซี (C) 05 : สตริง (String)

ฝึกพื้นฐานภาษาซี (C) 05 : สตริง (String)

ฝึกพื้นฐานภาษาซี (C) 03 : พื้นฐานตัวแปรและการรับ/แสดงผลข้อมูล

ฝึกพื้นฐานภาษาซี (C) 03 : พื้นฐานตัวแปรและการรับ/แสดงผลข้อมูล

ฝึกพื้นฐานภาษาซี (C) 01 : Intro และ เครื่องมือที่จำเป็น

ฝึกพื้นฐานภาษาซี (C) 01 : Intro และ เครื่องมือที่จำเป็น

การเขียนภาษาซี Part 1: Flowchart & Pseudo-code

การเขียนภาษาซี Part 1: Flowchart & Pseudo-code

ฝึกพื้นฐานภาษาซี (C) 09 : ฟังก์ชัน (Function)

ฝึกพื้นฐานภาษาซี (C) 09 : ฟังก์ชัน (Function)

ฝึกพื้นฐานภาษาซี (C) 02 : โครงสร้างพื้นฐานในภาษาซีและการคอมไพล์

ฝึกพื้นฐานภาษาซี (C) 02 : โครงสร้างพื้นฐานในภาษาซีและการคอมไพล์

วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ฝึกพื้นฐานภาษาซี (C) 08 : การดำเนินการพื้นฐาน

ฝึกพื้นฐานภาษาซี (C) 08 : การดำเนินการพื้นฐาน (Basic Operation)

ฝึกพื้นฐานภาษาซี (C) 06 : การตรวจสอบเงื่อนไข


ฝึกพื้นฐานภาษาซี (C) 06 : การตรวจสอบเงื่อนไข (IF, IF-ELSE, Switch Case)

ฝึกพื้นฐานภาษาซี (C) 07 : คำสั่งทำซ้ำ (Loop)

       
   ฝึกพื้นฐานภาษาซี (C) 07 : คำสั่งทำซ้ำ (Loop) For, While, Do While

ตัวดำเนินการและนิพจน์ในภาษาซี




ตัวดำเนินการและนิพจน์ในภาษาซี


การแปลงชนิดของข้อมูล

การแปลงชนิดของข้อมูล
              การเปลี่ยนชนิดของข้อมูล ทำได้หลายวิธีขึ้นกับชนิดของข้อมูล วิธีการที่จะกล่าวถึง คือ กำหนดชนิดหน้าข้อมูล มีรูปแบบคือ
                               ตัวแปร   =  (ชนิดข้อมูล) นิพจน์;
ตัวอย่างที่  
#include <stdio.h>
main()
{
      int a,b;
      a =  2.7 + 3.9 ;    /* บวกก่อน ได้ 6.5 แต่เนื่องจาก a เป็น int จึงตัดทศนิยมทิ้งได้ a เป็น 6  */
      printf("\n\ta = %d ",a);
      b = (int) 2.7 + (int) 3.9 ;  /* เปลี่ยน 2.7 เป็น int ได้ 2 และเปลี่ยน 3.9 เป็น int ได้ 3 บวกกันได้ 5  */
      printf("\n\tb = %d ",b);
      int num1 =5 , num2 =4;
      float x,y;
      x = num1/num2;         /* ผลหารได้ 1.25 แต่ทั้ง num1 และ num2 เป็น int จึงตัดเศษทิ้ง แล้วจึงกำหนดค่าให้ x จึงมีค่าเป็น 1 แต่ x เป็น float จึงมีทศนิยม  */
      printf("\n\tx = %f",x);      /* พิมพ์ x เป็นแบบ %f ถ้าไม่ระบุตำแหน่งจะให้ 6 ตำแหน่งจึงเป็น 1.000000 */
      y = (float)num1/num2;    /* เปลี่ยน num1 เป็น float ก่อน แล้วจึงหาร จึงได้ผลลัพธ์เป็น 1.25  */
      printf("\n\ty = %f",y);    /* พิมพ์แบบ float จึงได้ผลลัพธ์เป็น 1.250000
      getch();
}
ผลการทำงานของโปรแกรมได้เป็น
a  =  6
b  =  5
x  =  1.000000
y  =   1.250000

                กรณีที่นิพจน์นั้นประกอบด้วยข้อมูลหลายชนิด จะมีการเปลี่ยนเป็นข้อมูลชนิดเดียวกันก่อน จึงดำเนินการอื่นต่อ โดยการเปลี่ยนจะเปลี่ยนจากข้อมูลที่เล็กกว่าเป็นข้อมูลชนิดที่ใหญ่กว่า เช่นข้อมูลชนิด int มีการดำเนินการกับข้อมูลชนิด float จะมีการเปลี่ยนข้อมูลชนิด int เป็น float ก่อน จึงดำเนินการอื่นต่อไป

ตัวดำเนินการประกอบ

ตัวดำเนินการประกอบ
                นอกจากเครื่องหมายคำนวณตามปกติ และเครื่องหมายคำนวณแบบเพิ่ม/ลดค่าแล้ว การคำนวณทางคณิตศาสตร์ในภาษา C ยังมีเครื่องหมายประเภทที่เรียกว่า ลดรูปอีกด้วย ดังแสดงรายละเอียดในตารางต่อไปนี้



ตัวดำเนินการเอกภาค (unary operator)

ตัวดำเนินการเอกภาค  (unary operator)
      คือ ตัวดำเนินการที่ดำเนินกับตัวแปรตัวเดียว เช่น ++x หรือ ++x หรือ –y หรือ y— 
ซึ่งมีลักษณะการใช้ 2 แบบ คือ 
ตัวดำเนินการเอกภาคเติมหน้า( prefix mode ) เช่น ++x  หรือ – y  ตัวดำเนินการแบบนี้จะทำงานก่อนที่จะทำตามคำสั่งอื่น  
 ตัวดำเนินการเอกภาคเติมหลัง (postfix mode) เช่น x++ หรือ y-- ตัวดำเนินการแบบนี้จะทำงานหลังจากที่ทำคำสั่งอื่น แล้ว